ข่าวลูกค้าเจอของแถมในชามก๋วยเตี๋ยว

     มีการโพสต์ภาพจากเฟสบุ๊กของ หมอแล็บแพนด้า ออกมาเกี่ยวกับลูกค้าท่านหนึ่งไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือร้านดังที่ จังหวัดเชียงใหม่ แล้วเจอกับอะไรไม่รู้ในชามก๋วยเตี๋ยวที่กินมีลักษณะยาวๆ เหมือนหางหู ซึ่งทางร้านได้ขอโทษลูกค้าและรับเอาของสิ่งนั้นไปส่งแล็บเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นเช็คแล้วไม่ใช้พยาธิ แต่จะส่งเช็คว่าเป็นหางหนูหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องส่งเทียบ DNA ใหม่ว่าคือชิ้นส่วนของตัวอะไรกันแน่ 

         ได้เห็นภาพในข่าวแล้วขนาดไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเอง ยังอยากจะอาเจียนออกมา สำหรับคนที่กินเข้าไปไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังรู้สึกยังไงบ้าง คงหลอนไปอีกนานเลย เดี๋ยวนี้การกินอาหารนอกบ้าน ถึงแม้ว่าร้านนั้นจะดังมีคนมาเช็คอินกันเยอะมากแค่ไหนก็ไม่สามารถการันตีความสะอาดของร้านได้ ยิ่งคนมากินกันเยอะมากเท่าไหร่

โอกาสความผิดพลาดของทางร้านก็ยิ่งเยอะเท่านั้น เพราะพ่อครัว หรือแม่ครัวจะมัวแต่รีบสนใจที่จะเตรียมอาหารไว้รองรับลูกค้าเยอะๆ จนลืมดูแลเรื่องความสะอาดของอาหาร  สำหรับเรื่องมีสิ่งแปลกแปลม หรือมีชิ้นส่วนของสัตว์ตกอยู่ในจานอาหารนั้น ครั้งนี้ไม่ใช่เคสแรก แต่มีมานานและมีมาบ่อยมาก ไม่ว่าร้านจะมีชื่อเสียงหรือดูดีขนาดไหน

ปัญหาแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ และก่อนหน้านี้ที่เป็นข่าวส่วนใหญ่ทางร้านมักจะไม่ค่อยแสดงความรับผิดชอบด้วยการส่งตรวจสอบให้แบบนี้ส่วนใหญ่จะรับผิดชอบด้วยการให้ส่วนลดค่าอาหารหรือไม่เก็บค่าอาหารในมื้อนั้นๆ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ทางร้านทุกร้านควรจะต้องทำอยู่แล้วหากมีปัญหามีชิ้นส่วนแปลกปลอมตกอยู่ในอาหาร เราเองก็เคยเจอกับเคสแบบนี้เหมือนกันเป็นการสั่งเครื่องดื่มมากิน เป็นร้านชาบูที่มีชื่อเสียงมาก ร้านจะอยู่ในห้างใหญ่

มีลูกแมลงสาปติดเข้ามาในแก้วน้ำ คาดว่าจะมาพร้อมกันน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อแจ้งพนักงานก็เพียงนำแก้วใหม่มาเปลี่ยนให้ ไม่ได้ขอโทษหรือไม่ได้ส่วนลดค่าอาหารอะไรเลย แต่ก็ไม่อยากโวยวายมากไป เราทำได้ก็เพียงจ่ายเงินแล้วออกจากร้านและต่อไปก็ไม่ต้องมากินร้านนั้นอีกก็พอ หากร้านอาหารทำอาหารไม่สะอาดเราไม่ควรกินต่อ เพราะจะมีผลต่อร่างกายของเราด้วย การที่เรากินอาหารไม่สะอาด อาจทำให้เราท้องเสียรุนแรง

บางรายอาจจะต้องเข้าไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ได้ ดังนั้น ก่อนทานอาหารกับร้านอาหารข้างนอกควรมองให้ละเอียดสักนิดก่อนทาน ตรวจสอบก่อนว่ามีอะไรแปลกปลอมในจานกับข้าวหรือจานข้าวของเราหรือไม่ ช้อน กับแก้วน้ำสะอาดหรือเปล่า เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

สิ่งที่คนไทยรู้ แต่ไม่คิดว่าจะทำกันขนาดนี้

นับตั้งแต่ภาวะมลพิษค่าฝุ่น 2.5PM เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนั้น ปัญหานี้เหมือนไม่ได้ถูกแก้กันอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงแรกๆนั้น มีการออกกฎกันอย่างมากมายว่าห้ามตัดไม้ทำลายป่า ห้ามรถที่มีควันดำวิ่งอยู่บนท้องถนน หรือขอความร่วมมือให้งดจุดธูปหรือเทียน เมื่อพวกเราไปเข้าวัดเข้าวา ฯลฯ อีกมากมาย

แต่ประเทศไทยก็คือประเทศไทย รณณรงค์กันชั่วคราว แต่ไม่เคยทำอะไรกันจริงจัง จนมาถึงการแพร่ระบาดของไข้โควิด 19  ซึ่งเป็นไข้ที่สามารถติดต่อกันได้หากมีการไอ หรือจาม ใส่หน้าฝั่งตนข้าม หรือมีสารคัดหลั่งที่ไปโดนตัว ซึ่งทำให้คนไทยหลายๆ คนต้องมีหน้ากากอนามัยติดพกไว้เพื่อป้องกันตัว เวลาออกไปข้างนอก หรือไปใช้ชีวิตหรือธุระที่ต้องพบปะกับคนภายนอกมากมาย หรือต้องอยู่ร่วมกับกลุ่มคนเยอะๆ ในระยะเวลานาน

แต่ทุกวันนี้ หน้ากากอนามัยกลับกายเป็นสิ่งของที่มีค่าและหายากทีสุดในประเทศไทย เนื่องจากการระบาดของโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ขยายวงกว้าง และกินเวลามาค่อนข้างนาน ทำให้หน้ากากอนามัยเริ่มขาดแคลน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เริ่มมีพ่อค้าหรือแม่ค้าหัวใส นำมาเร่ขาย และโพสต์ขายลงในเว็บซื้อขายกันตามออนไลน์ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าบางท่าน ก็มี สต๊อกคลังสินค้าเก็บไว้อยู่แล้ว แต่บางท่านก็ไปกว้านซื้อมาตุน และนำมาปล่อยขายปลีกในราคาแพง

ทำให้เกิดคำถามจากประชาชนว่าภาครัฐที่มีหน้าที่ต้องดูแลความรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ ทำไมถึงไม่ออกมาแก้ปัญหา ซึ่งพอนานเข้า ปัญหาเริ่มบานปลาย เริ่มมีการโก่งราคาและกักตุนสินค้าเหล่านี้กันมากขึ้น ของเริ่มขาดตลาด คนไทยบางคนโพสต์ตั้งคำถามในออนไลน์ว่า ทำไมของพวกนี้ถึงกักตุนกันได้ง่าย มันต้องมีเบื้องหลังสิ ไม่งั้นจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามจั่วหัว ที่เป็นเรื่องพูดคุยกันมาตลอดระยะเวลาเกือบสองอาทิตย์

จนในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผย เมื่อมีคนบางกลุ่มได้ล่วงรู้ความลับของนักการเมืองในรัฐบาลที่ได้ทำการเป็นกระบวนการกักตุนสินค้าเหล่านี้ไว้เป็นของตัวเอง ซึ่งกักตุนไว้ไม่ต่ำกว่า สองล้านชิ้น และนำไปขายให้กับประเทศจีน จากราคาขายเดิมที่ก่อนเกิดภาวะ โควิดนี้ อยู่ที่ชิ้นละ 2 บาท แต่ราคาที่นักการเมืองนั้นขายให้กับประเทศจีน อยู่ที่ 14 บาท ซึ่งนั่นเท่ากับว่านี่คือการทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง และหากินกับความเดือดร้อนและชีวิตของพี่น้องชาวไทย แต่เห็นกับประโยชน์ส่วนตน แน่นอนหล่ะปัญหานี้คงไม่จบง่ายๆ และคาดว่าจะเป็นชนวนที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้อาจจะอยู่ต่อไม่ได้ในอนาคต

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ชาวจีนกลัวโรคระบาด

ชาวจีนกลัวโรคระบาด โยนหมาโยนแมว ลงมาจากตึกสูงตายเกลื่อนพื้น

มีรายงานเข้ามาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ปีพ.ศ. 2563 เว็บไซต์ที่เป็นเว็บสำหรับการรายงานข่าวของประเทศออสเตรเลีย ได้ออกมากล่าวว่า เครือข่ายสังคมพากันแชร์รูปภาพสุดแสนที่จะน่าสลดใจซึ่งเป็นของหมาและก็แมวที่ถูกเจ้าของที่เลี้ยงพวกมันมาทำการโยนพวกมันลงมาจากตึกบ้านพักในประเทศจีน หลังจากมีกำเนิดข่าวลืออย่างหนาหูว่าสัตว์เช่น หมาและแมว อาจจะเป็นตัวแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ก็ได้

จากทีมีการรายงานกล่าวว่า ยังมีการระบุอีกด้วยว่าหมาตัวหนึ่งได้ถูกโยนลงมาจากตึกสูงในเมืองเทียนจิน เมืองหูเป่ย์ ซึ่งเป็นภาพที่น่าสลดใจเป็นอย่างมาก โดยคนที่อยู่แถวนั้นได้เปิดเผยว่า พวกเขาได้ยินเสียงดังเหมือนกับยางรถยนต์ระเบิด ก่อนจะพบว่าในตอนเวลาเช้าที่พวกเขาตื่นขึ้นมาจะเห็นซากหมาและแมวตายเกลื่อนพื้นถนน ซึ่งเป็นภาพที่น่าสลดหดหู่ใจเป็นอย่างมาก พวกมันนอนตายเลือดเต็มปากนอกจากนี้ยังมีอีกหลายที่ที่ทำการโยนสัตว์เลี้ยงของตัวเองออกมาจากตึกสูงเพราะกลัวการแพร่เชื้อโรคจากสัตว์มาสู่ตนเอง

เรื่องราวดังที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นหลังจากสื่อประจำท้องถิ่นของจีน ได้มีการออกมาบอกกล่าวข้อมูลกับประชาชนไม่ครบถ้วน  โดยเนื้อความที่แท้จริงนั้น คุณหมอได้ออกมาบอกว่า หากคนที่ติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนาสัมผัสหรือจับสัตว์เลี้ยงแล้วละก็สัตว์เลี้ยงเหล่านั้นก็ต้องถูกกักบริเวณเพื่อตรวจหาเชื้อด้วยเหมือนกัน แต่ทางสื่อประจำท้องถิ่นของจีนกลับออกมาบอกกับประชาชนของตัวเองว่าแมวรวมทั้งหมาสามารถกระจายเชื้อเชื้อไวรัสโคโรนาได้” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด

 แล้วก็เปลี่ยนเป็นข่าวซุบซิบเป็นวงกว้างในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ผู้คนจำนวนมากจึงเกิดความกลัวและหวาดระแวงว่าจะติดโรคไวรัสนี้จากสัตว์เลี้ยงของตนเอง จึงพากันจับสัตว์เลี้ยง โยนมันลงมาจากข้างบนตึกตามที่มีการรายงานข่าว

และไม่นานหลังจากนั้นทางสื่อของจีนที่ออกมาแจ้งข่าวอย่างเป็นทางการอย่าง  CGTN ก็ได้ออกมาบอกข่าวสารที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องโดยระบุว่าในขณะนี้ พวกเขายังไม่ได้มีการได้รับรายงานเลยว่าสัตว์เลี้ยงอย่างเช่น หมาและแมวจะสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาและจะสามารถเป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาได้ ดังนั้น ข่าวโคมลอยดังกล่าวมาแล้ว

ข้างต้นก็เลยเงียบหายไป ในช่วงเวลาที่หน่วยงานป้องกันสัตว์ PETA ได้พากันออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งข่าวสารให้กับประชาชนหาตัวคนที่ออกมาแจ้งข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดให้กับประชาชนส่งผลให้สัตว์ถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็นดังนั้นเจ้าหน้าที่คนที่แจ้งข่าวสารผิดพลาดสมควรที่ได้รับการลงโทษจากการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย

 

ขอบคุณเรื่องราวดีๆโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

ข่าวที่น่าสนใจและมาแรงในขณะนี้

ส่งความคิดเห็นของเราโซเชียลหลังจากที่หน่วยงานวิจัยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องออกมาสนับสนุน พีท คนเลือดบวก เซ็กส์สด 

หัวหน้าหน่วยงานพรีเวนชั่นซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ได้ออกมาให้สัมภาษณ์บอกสนับสนุนพีชคนเลือดบวกโดยย้ำว่าการที่จะมีเพศสัมพันธ์กันไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเนื่องจากU = U เพจแพทย์-โซเชียลวิจารณ์กันให้แซด กำลังเป็นประเด็นร้อนกันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 แพทย์หญิงนิตยาภาณุภาส พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าหน่วยพรีเวนชั่นหน่วยงานวิจัยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องรสภากาชาดไทยได้ออกมาบอกกับนะคะ

เราเกี่ยวกับเรื่องความคิดเห็นในเชิงเห็นด้วยเกี่ยวกับประเด็นของพีท เลือดบวก ที่จะมาเปิดหลักสูตรสอนคนทั่วไปเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์สดแบบไม่มีอันตรายโดยไม่จำเป็นต้องส่งถุงยางอนามัยนั้นทำให้หนิงบอกว่าข้อมูลนี้สามารถทำได้และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องการมีเพศสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องสวมถุงยางอนามัยเนื่องจากจะไม่ติดโรคแน่แน่

ซึ่งพอหลังจากที่บทสัมภาษณ์ของแพทย์หญิงคนนี้ได้มีการตีแผ่ออกไปก็มีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากโดย Pages ดราม่ addictระบุว่ามีการวิจัยว่าให้ผัวเมียคู่หนึ่งมีเพศสัมพันธ์กันตามปกติโดยบางวันก็ใช้ถุงยางอนามัยบางวันก็ไม่ใช้ถุงยางอนามัยแต่มีเงินไขว่าผัวเมียคู่นี้จะต้อง กินยาต้านเชื้อโรคเอชไอวีเป็นประจำสม่ำเสมอโดยก่อนหน้าจะมีการตรวจหาไวรัสในเลือดก่อนแล้วหลังจากที่ทดลองก็มาตรวจซ้ำอีกครั้งว่ามีตัวเพิ่มเติมเจออีกครั้งหนึ่งไหม

อีกการทดลองหนึ่งก็คือเน้นให้ ให้ครูเพชรชายรักชายหรือหญิงรักหญิงใช้วิธีการเดียวกันนี้แล้วเก็บเป็นกลุ่มตัวอย่างซึ่งผมปรากฏว่าหากผัวเมียหรือคู่นอนที่มีการรักเดียวใจเดียวไม่ไปนอนกับคนอื่นก็จะไม่ทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีเพิ่มมากขึ้นโดยสรุปก็คือกลุ่มคนที่มีเชื้อโรคเอชไอวีสามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้เพียงแต่ต้องกินยาต้านเชื้ออย่างสม่ำเสมอ

ซึ่งก็ได้มีการมีหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าถึงแม้ว่าผลการวิจัยจะออกมาลักษณะนี้แต่ว่ากลุ่มคนดังกล่าวก็ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆเช่นโรคหนองในดังนั้นการใส่ถุงยางอนามัยจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่เป็นการป้องกันโรคอื่นๆได้อีกด้วยดูหลายคนหลังจากที่ได้อ่านความคิดเห็นของคุณหมอก็พากันวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ตำหนิด่าทอคุณหมอที่ออกมาให้การสนับสนุนเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใส่ถุงยางอนามัยแบบผิดๆ

ซึ่งหลายคนมองว่าคนเป็นหมอควรจะมีการแนะนำข้อมูลที่ถูกต้องควรจะมีการสนับสนุนไม่ให้คนมีเชื้อเอชไอวีไปแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีก

 

ขอบคุณเรื่องราวที่นำมาเสนอโดย  alpha88